หจก. เมเจอร์แคร์
โทร 02-733-6616, 081-250-7815, 091-704-0220
  • th

วิธีจัดการกับน้ำท่วมพรม


วิธีจัดการกับน้ำท่วมพรม

วิธีจัดการกับน้ำท่วมพรม (How To Deal With Flood Carpet)

คงเป็นเรื่องไม่มีไครคาดคิดว่าจะเห็นสภาพพรมที่สำนักงาน/บ้านเกิดน้ำท่วม จะด้วยสาเหตุท่อประปาแตก/สายน้ำระเบิด หลังคารั่ว, น้ำจากท่อระบายเออท่วมหรือสาเหตุอะไรก็ตาม เมื่อจัดการกับต้นเหตุที่เกิดหรือหามืออาชีพทางด้านนี้จัดการอย่างเร่งด่วน

จากนี้เป็นวิธีที่จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่ได้ผล แม้ว่าจะไม่มีวิธีทำมาตรฐานว่าจะต้องทำอย่างไรแต่วิธีนี้ผู้ประสพภัยหวังผลได้ตามที่ควรจะเป็น ความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ว่า เมื่อเลือกรายไดมาแก้ปัญหาให้ คุณก็จะได้รับผลจากการทำงานของช่างนั้น ๆ ไม่ว่าทางบวก/ทางลบก็ตาม จะเห็นได้ก็เมื่อเริ่มงานแล้วไปจนหลังงานเสร็จ

สิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือ

1. แจ้งบริษัทประกันภัย (หากคุณทำประกันฯไว้) ถ่ายรูป/ถ่ายวีดีโอความเสียหายทุกสภาพไว้ให้บริษัทประกันฯดู สิ่งไหนที่ยกขึ้นให้พ้นน้ำได้ต้องรีบทำ เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายเบื้องต้นได้

2. หากไม่ใช่พรมผืนที่สามารถทำเองได้โดยยกไปนอกห้อง นอกจากนั้นการทำเองคงยาก คุณ Search google ต่างประเทศหากข้อมูลว่าเขาทำอย่างไร search google ไทยหาช่างที่คุณมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้ตามที่คุณรู้มา เพราะช่างทุกคนไม่ได้มีความรู้ความชำนาญมีเครื่องมือพร้อมแก้ปัญหาเหมือนกันเท่ากันทุกราย เมเจอร์แคร์ อยู่ในวงการมา 30 ปี ให้บริการกู้สภาพพรมน้ำ/ท่วมพรมเปียกน้ำมากมาย รู้ปัญหาอยู่ตรงไหน เรามีเครื่องมือพร้อมที่แก้ปัญหา พรมน้ำท่วมไม่เหมือนการซักพรมตามปรกติ เพราะจะมีน้ำมากทั้งด้านล่างด้านบน ใต้ยางรองตามรอยต่อพรม น้ำพวกนี้ต้องรีบจัดการให้แห้งโดยเร็ว ลำพังเครื่องซักพรม/เครื่องดูดน้ำแก้ปัญหาไม่ได้หมด หรือปล่อยไว้ 2-3 วันค่อยตัดสินใจก็ไม่ได้ หากตัดสินใจช้าจนเกิดกลิ่น ผลคือทำให้คุณเหม็นเปรี้ยวจนปวดหัวเมื่อครบองประกอบมาตามเวลา มีเครื่องมือไม่พร้อมก็แก้ปัญหาไม่ได้ มีบางรายเรียกช่างมาดูดน้ำท่วมพรมเหมือนการซักพรมปรกติ เวลาผ่านไป 1 เดือนกลิ่นไม่หายพรมไม่แห้ง เช่นนี้ต้องเสียเวลาเพิ่มมาอีกอาจต้องถอดพรมออกมาตากแดด อย่างไรผู้ประสบภัย/ผู้อยู่อาศัย/นั่งทำงานในที่นั้นเป็นผู้รับผลที่ตามมา การแก้ปัญหาช้าความเสียหายยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นตู้น็อกดาวน์จะบวมเสียหาย


ขั้นตอนการทำงานและเครื่องมือฯจำเป็นต้องมี Dry Tools ดังนี้

1. เครื่องดูดน้ำหรือเครื่องซักพรมที่ดุดน้ำได้

2. Dehumidifier

3. พัดลมเฉพาะทาง High Velocity Air Mover

4. Moisture Detector / Wet Check

เมื่อช่างมาถึงหน้างานจะตรวจสภาพพรมเปียกน้ำ อธิบายขั้นตอนการทำงาน ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นขณะทำงานและระยะเวลาที่คาดว่าจะเสร็จ

เริ่มด้วยใช้เครื่องดูดน้ำ/เครื่องซักพรมดูดให้ทั่วเท่าที่จะทำได้(หากเป็นพรมที่มียางรอง เมื่อดูดน้ำทั่วแล้วจำเป็นต้องรื้อรองพื้นออกหมด) หลังจากนั้นล้างคราบน้ำ,คราบรอยเปื้อนทำเหมือนซักพรมปรกติ ทั้งนี้เพื่อมิให้พรมแข็งกระด้างหลังจากแห้ง หากเป็นน้ำจากท่อน้ำทิ้งหรือจากท่อน้ำสิ่งปฎิกูล เป็นงานใหญ่ขึ้นทันที ในบางประเทศหากเป็น Black Water (ท่อน้ำเสีย/ท่อสิ่งปฎิกูล จำเป็นต้องเปลี่ยนพรม


Air Mover

หลังจากดูดน้ำจนแห้งพอใจแล้ว ใช้พัดลมเฉพาะทาง High Velocity Air Moverมาเป่า งานนี้จำเป็นมากเพื่อเร่งให้ Dry Time สั้นลงด้วยเพิ่มอากาศหมุนเวียนให้มากขึ้นโดยเอาอากาศชื้นออกไป เอาอากาศแห้งเข้ามาแทน ในช่วงแรกของงานจำเป็นต้องใช้พัดลมแรง ๆ มากถึง 600cfm/M2 โดยตั้งในระยะ 3 เมตร/ตัว และย้ายที่ตั้งให้ทั่วทิศ หากเป็นพรมทอเครื่องต้องใช้พัดลมเป่าทั้ง 2 ด้าน เมื่อพรมใกล้แห้งค่อยลดจำนวนพัดลมเพื่อให้พรมคลายความชื้นออกมา


เครื่องลดวามชื้น (Install Dehumidifier)

ในกระบวนการกู้สภาพพรมน้ำท่วม Low Relative Humidity คือ การทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ๆ เป็นเรื่องสำคัญและทำได้ด้วยการใช้เครื่องดูดความชื้นเท่านั้น เป็นกระบวนการเร่งให้พรมแห้งเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นเครื่องขนาดเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตันจะดูดความชื้น/ควบแน่นความชื้นมาเป็นน้ำได้ประมาณ 250 Pins/24Hr หรือเท่ากับพื้นที่ 100 ตารางเมตรที่ความสูงห้องไม่เกิน 3 เมตร หากวางเครื่องมากกว่านี้ระยะเวลาการแห้งจะสั้นลง เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ลดลงถึง 30 RH แสดงว่าพรมเริ่มแห้งสนิท แต่กว่าจะลดถึงระดับนี้ใช้เวลา 3-5 วันหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องมือและจำนวน


ในการกู้พรมน้ำท่วม เมื่อเวลาผ่านเข้าวันที่ 2 กลิ่นเริ่มออก กลิ่นจะแรงมากขึ้นเพราะแบคทีเรียเริ่มเติบโตขึ้นไปจนพรมเริ่มแห้งกลิ่นเริ่มลดลง หากผ่านไป 4-5 วันยังไม่แห้งอาจะเกิดเชื้อราขึ้นได้ โชคร้ายไปอีกหากคุณหายใจเอาเชื้อราเข้าไปฝังที่ปอดอันนี้เป็นอันตรายต่อระบบหายใจ เชื้อรานั้นหลัง 24 ชั่วโมงก็เริ่มเติบโตแต่ตาเรามองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ด้วยกลิ่นหลัง 72 ชั่วโมงไปแล้ว โดยเฉพาะสถานที่นั้นความชื้นสูง 75RH ขึ้นไป อุณหภูมิ 75-80 องศาF บริเวณที่มุมมืดอับแสงเชื้อราขาวจะเกิดขึ้นก่อน ส่วนราดำจะเกิดช้ากว่าราขาวอาจ 3-4 ไปจนถึง 9 สัปดาห์

เมื่อพรมเริ่มแห้ง ช่วงนี้กลิ่นเริ่มจางลง ช่างจะต้องใช้เครื่องมือวัดความชื้น moisture detector / wet check เช็คไปรอบ ๆ เพื่อต้องรู้ว่าบริเวณที่ไหนแห้งหรือยังชื้นอยู่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยปิดงานได้


WET CHECK / MOISTURE METER

 DRY FLOOD CARPET LIKE A  PRO 

MAJORCARE